Display mode (Doesn't show in master page preview)

13 กันยายน 2562

Econ Digest

บาทแข็งทุบสถิติ 6 ปี หลุดแนว 30.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ

        เงินบาททุบสถิติแข็งค่าสุดในรอบกว่า 6 ปีครั้งใหม่ ที่ 30.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ (เมื่อ 12 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา) และเป็นที่สังเกตได้ว่า การแข็งค่าของเงินบาทในระยะนี้ ยังมีความสอดคล้องกับทิศทางเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะมีปัจจัยหนุนคล้ายๆ กัน คือ ความตึงเครียดที่ลดลงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมไปถึงท่าทีของธนาคารกลางหลายแห่งซึ่งสะท้อนโอกาสการลดดอกเบี้ย

         และธนาคารกลางที่ส่งสัญญาณผ่อนคลายล่าสุด ก็คือ ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ที่ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินที่ฝากไว้ที่ ECB ให้ติดลบลึกขึ้นมาอยู่ที่ -0.50% (จากเดิม -0.40%) ซึ่งนับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปีครึ่ง และตอกย้ำ Cycle ดอกเบี้ยขาลงของ ECB ที่เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2554 นอกจากนี้ ECB ยังปัดฝุ่นโครงการซื้อสินทรัพย์ หรือที่รู้จักกันในนามของมาตรการ QE ขึ้นมาใหม่ โดยวงเงินซื้อสินทรัพย์/พันธบัตรต่อเดือนในรอบนี้อยู่ที่ 2.0 หมื่นล้านยูโร ซึ่งแม้ดูเหมือนจะน้อยกว่าที่ตลาดคาด แต่ก็เป็นมาตรการที่ไม่กำหนดเวลา 

         จุดสนใจถัดไปที่ตลาดรอลุ้น น่าจะเป็นการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ในรอบใกล้ๆ นี้ คือ วันที่ 17-18 ก.ย. และ 29-30 ต.ค. ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมรอบเดือนก.ย.นี้ และมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องได้อีกในการประชุมเดือนต.ค. หากประเด็นเรื่องสงครามการค้าไม่จบจริง และถ้าหากเป็นเช่นนั้น แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ที่เกิดขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันให้สกุลเงินอื่นๆ รวมถึงเงินบาทมีจังหวะการเคลื่อนไหวในด้านแข็งค่าขึ้นได้อีกเช่นกัน

            แรงกดดันจากการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญๆ หลายแห่งดังกล่าว (รวมถึงกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ) เป็นปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในบางช่วง แต่คงต้องยอมรับว่า หากดูจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้ว ยอดการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย นับเป็นปัจจัยสำคัญที่น่าจะหนุนให้เงินบาทโน้มไปในด้านแข็งค่า ซึ่งการจะเปลี่ยนแนวโน้มนี้ อาจต้องใช้เวลา เพราะขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการส่งออก-นำเข้าสินค้าและบริการของประเทศ ขณะที่การใช้เครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ก็อาจจะทำได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะคงไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่มีผลต่อทิศทางค่าเงินไปด้วยในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ จากประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมาของไทย ก็เป็นภาพที่สะท้อนได้ว่า เงินบาทอาจไม่เคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่า แม้วัฎจักรดอกเบี้ยของไทยจะเป็นขาลงก็ตาม

            สุดท้ายนี้...สิ่งที่ยังต้องระมัดระวังก็คือ ความพลิกผันของปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสงครามการค้า และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ เพราะอาจมีผลต่อเนื่องทำให้ทิศทางและแนวโน้มของเงินบาทปรับเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน 



Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest